วัน-เวลาทำการ :

จันทร์ - ศุกร์ เวลา 9.00 - 18.00 น.
เสาร์ 9.00 - 13.30 น.

สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนในฝัน สวรรค์แห่งยุโรป

July 19, 2018 | by We R World Tour

สวิตเซอร์แลนด์

สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนในฝัน สวรรค์แห่งยุโรป

สวิตเซอร์แลนด์ มนต์สเน่ห์ แห่งขุนเขา ทะเลสาบ และธรรมชาติ อันสวยงาม จุดหมายปลายะทางในฝันของนักท่องเที่ยวที่สักครั้งในชีวิตต้องมาเยือน  เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่งดงามจริงๆ หากใครชอบเที่ยวแบบธรรมชาติ สัมผัสหิมะ ท่ามกลางหุบเขา ชมทะเลสาบ ก็ไม่ควรพลาดมาเที่ยวที่นี่เลย วันนี้ทาง We R World Tour จึงอยากแนะนำที่สวยๆให้ผู้อ่านได้รู้จักและเห็นภาพกัน

เมืองเจนีวา

เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (รองจากซูริค)  ถือเป็นเมืองหนึ่งในเมืองศูนย์กลางของโลก โดยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน การทูต ถือเป็นเมืองที่มีองค์กรระหว่างประเทศตั้งอยู่มากมาย อาทิเช่น หน่วยงานของสหประชาชาติและกาชาดสากล เป็นต้น  

ทะเลสาบเจนีวา (Geneva Lake)

 

สวิตเซอร์แลนด์ดินแดนในฝัน

ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในสวิตเซอร์แลนด์และมีบางส่วนอยู่ในเขตประเทศฝรั่งเศส มีพื้นที่ประมาณ 582 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำจืดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของทวีปยุโรปกลางรองจากทะเลสาบบาลาต้นในประเทศฮังการี ทะเลสาบเจนีวา ได้รับสมญานามว่า ไข่มุกริเวียร่าแห่งสวิส มีชื่อในภาษาฝรั่งเศสว่าทะเลสาบเลมอง (Lac Léman) ตั้งอยู่สุดปลายทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บริเวณโดยรอบทะเลสาบเต็มไปด้วยสวนสาธารณะและสวนหย่อม มีน้ำพุจรวดเจ็ทโด (Jet d-Eau) ที่มีน้ำพุสูงสุดถึง 400 ฟุตเหนือทะเลสาบนอกจากพื้นที่สีเขียวแล้วยังมีเขตพื้นที่เมืองเก่าที่มีความสนใจทางระวัติศาสตร์ เช่นวิหารเซนต์ปิแอร์ (St Peter’s Cathedral)  อายุประมาณ 850 ปี ในเมืองมีหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ สำหรับนักช้อปปิ้งที่มองหาเครื่องประดับอัญมณี นาฬิกาข้อมือและเสื้อผ้าจากดีไซเนอร์ชื่อดังท่านจะไม่ผิดหวัง หากท่านเป็นนักชิมที่นี่ยังมีร้านอาหารชื่อดังเลิศรส ให้ท่านได้ลิ้มรสอีกด้วย  

นาฬิกาดอกไม้ในสวนอังกฤษ (Jardin Anglais)

  สวิตเซอร์แลนด์ดินแดนในฝัน สวนยอดนิยมแห่งหนึ่งในเจนีวา สวนสวยไสล์คอทเทจแบบอังกฤษ ให้คุณได้ตื่มด่ำกับทัศนียภาพที่ออกแบบอย่างมีศิลปะ ชม Horloge Fleurie อนุสรณ์ที่มีผู้คนให้ความสนใจ คือนาฬิกาขนาดยักษ์ที่ใช้งานได้จริง หน้าปัดทำด้วยดอกไม้ ประมาณ 6,000 ชนิด มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร ดอกไม้ที่ใช้ออกแบบจะเปลี่ยนตามฤดูกาลและเปลี่ยนรูปแบบทุกปี ในบางช่วงของปีจะมีการจัดแสดงดนตรีที่ศาลาของสวนแห่งนี้ สวนอังกฤษแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมือง สามารถเดินทางมาจากย่านเก่าใช้เวลาไม่นาน

กรุงเบิร์น

เมืองหลวงและเมืองมรดกโลกแห่งเดียวของสวิตเซอร์แลนด์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยองค์การยูเนสโก ในปี 1983 ด้วยความสวยงามของเมืองโบราณยุคกลางที่ยังคงรูปลักษณ์เดิมตั้งแต่สมัย 800 ปีที่แล้ว ทางการได้อนุรักษ์ รักษาในส่วนของเมืองเก่าและผังเมืองเดิมไว้ ห้ามเปลี่ยนแปลงลักษณะอาคารภายนอก สามารถดัดแปลงได้แต่ภายในเท่านั้น จึงทำให้เมืองเก่าแห่งนี้ยังคงความสมบูรณ์แบบในยุคกลางดั้งเดิมได้เป็นอย่างดี  

ย่านเมืองเก่า (Old Town)

  Old Town Bern ศูนย์กลางของกรุงเบิร์น เป็นเมืองเก่าที่มีความสวยงาม สร้างบนเนินเขา โอบล้อมด้วยแม่น้ำ บ้านเรือนโดยรอบสีสันสดใสยังคงให้บรรยากาศบ้านเมืองแบบยุโรปโบราณ ไฮไลท์ของที่นี่ คือ หอนาฬิกาไซท์กล็อคเค่นทาร์ม (Zeitglockenturm) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านเมืองเก่า ในช่วงปี ค.ศ.1191-1256 ใช้เป็นประตูเมืองแห่งแรก ต่อมาได้มีการสร้าง Prison Tower เป็นประตูเมืองแทน จึงดัดแปลง Zeitglockenturm ให้กลายเป็นหอนาฬิกา พร้อมติดตั้งนาฬิกาดาราศาสตร์หน้าปัดเล็กแสดง วันและเดือน เข้าไปด้วย จะตีบอกทุก ๆ ชั่วโมงและจะมีรูปปั้นสัตว์แสนน่ารักออกมาก

บ่อหมีสีน้ำตาล(Barengraben)

บ่อหมีสีน้ำตาล บ่อหมีสีน้ำตาล สัตว์สัญลักษณ์ประจำกรุงเบิร์น หมีสีน้ำตาลตัวอวบอ้วนสมบูรณ์ กรงที่อยู่จะติดริมแม่น้ำ Aare ซึ่งเป็นป้อมปราการเพื่อป้องกันข้าศึกในสมัยก่อน มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยผู้ครองกรุงเบิร์นในยุคนั้นได้ออกล่าสัตว์ สัตว์ตัวแรกที่ล่าได้คือ หมี จึงได้มีการตั้งชื่อเมืองนี้ว่า เบิร์น (ภาษาเยอรมนี Bern แปลว่า หมี)

เมืองอินเทอร์ลาเก้น (Interlaken)

เมืองอินเทอร์ลาเก้น ต้องอยู่ระหว่าง 2 ทะเลสาบ คือ ทะเลสาบเบรียนซ์ (Lake Brienz) และ ทะเลสาบทูน (Lake Thun) เมืองอินเทอร์ลาเก้นจึงมีความหมายตามภาษาละตินว่า เมืองระหว่างทะเลสาบ อีกทั้งเมืองนี้ยังเป็นทางขึ้นยอดเขาที่จะทำให้คุณเห็นธารน้ำแข็งซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก เมืองในฝันที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสดื่มด่ำกับธรรมชาติทะเลสาบและภูเขาอันสวยงามเกินบรรยาย รอให้มาสัมผัส

ยอดเขาจุงเฟรา (Jungfraujoch)

Jungfraujoch ยอดเขาจุงเฟรา (Jungfraujoch) หนึ่งในยอดเขาที่สูงที่สุดบนเทืองเขาแอลป์ มีความสูงถึง 4,158 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ถูกขนานนามว่า Top of Europeได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 2001 คำว่าจุงเฟราในภาษาเยอรมัน แปลว่า สาวน้อย เส้นทางรถไฟขึ้นสู่จุงเฟรา สถานีแรกที่ท่านสามารถขึ้นได้คือที่เมืองกรินเดลวาลด์ (Grindelwald) หรือสถานีเมืองเลาเทอร์บรุนเนิน (Lauterbrunnen) จากนั้นเปลี่ยนขนวนที่สถานีไคลน์ไชเด็กเป็นรถไฟขบวนสีแดงที่วิ่งช้าที่สุดในโลก เพื่อขึ้นสู่สถานีสุดท้าย คือ Jungfraujoch สถานีที่สูงที่สุดในโลกมานานกว่า 100 ปี มีความสูงถึง 3,475 เมตร ตลอดเส้นทางคุณจะได้สัมผัสธรรมชาติ ทิวทัศน์ภูเขาสลับซับซ้อน เป็นมิติที่สวยงามเกินคำบรรยาย ท่านต้องมาสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต บนยอดเขามีอะไรให้ชมบ้าง ท่านจะได้ชมวิวเหมือนจริงของยอดเขาจุงเฟรามีห้องฉายภาพยนตร์สั้น ๆ เกี่ยวกับยอดเขาแบบพาโนรามา 360 องศา แม้ในวันที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ท่านยังสามารถชมวิวเสมือนจริงในห้องแห่งนี้ หากสภาพอากาศเอื้ออำนวยท่านสามารถเดินทางฝ่าความหนาวออกมาจากตัวอาคารมายังจุดชมวิวด้านนอก Sphinx อยู่ในระดับความสูง 3,571 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลสัมผัสหิมะ ชมวิวยอดเขาแบบเต็มตา มองเห็นธารน้ำแข็ง Aletsch Glacier ที่มีความยาวที่สุดในเทือกเขาแอลป์ได้ด้วย ชมถ้ำน้ำแข็ง Ice Palace ที่ไม่มีวันละลาย เกิดจากการขุดเจาะใต้ธารน้ำแข็ง ลึกลงไป 30 เมตร ภายในถ้ำมีการแกะสลักอยู่ตามจุดต่างๆ ให้ได้แช๊ะภาพเป็นที่ระลึก พร้อมทั้งเรียนรู้ประวัติความเป็นมากว่าจะมาเป็น Jungfraujoch ที่ Alpine Sensation การบุกเบิกเส้นทางเส้นไฟที่แสนยากลำบากว่ามีการใช้วิธีการใดบ้าง ห้ามพลาดกับการส่งโปสการ์ดให้คนที่คุณรักหรือให้ตัวคุณเองจากตู้ไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในโลก ว่าครั้งหนึ่งท่านเคยมาพิชิต Top of Europe

เมืองลูเซิร์น

อนุสาวรีย์สิงโต Lion Monument

ทัวร์สวิตเซอร์แลนด์ อนุสาวรีย์ที่รัฐบาลฝรั่งเศสสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติและรำลึกถึงทหารรับจ้างชาวสวิส 786 นายที่เสียชีวิตเพื่อปกป้องพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และ พระนางมารี อังตัวแนตต์ จากการโจมตีที่พระราชวังตุยเลอรี กรุงปารีส เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1792 อนุสาวรีย์รูปสิงโตหิน แกะสลักบนหน้าผา ออกแบบโดย ธอร์ วอลเส้น บริเวณหัวของสิงโตจะมีโล่และกากบาทสัญลักษณ์ของสวิตเซอร์แลนด์ อยู่ในลักษณะนอนหมอบและมีหอกปักอยู่กลางหลัง สีหน้าแสดงความเจ็บปวดและเศร้าสร้อย ใช้เวลาแกะสลัก ราว 2 ปี ตั้งแต่ปีค.ศ. 1819-1821  

สะพานไม้ชาเปล (Chapel bridge)

สะพานไม้ชาเปล สะพานไม้ชาเปล (Chapel bridge) เป็นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำรอยส์ที่เก่าแก่มีอายุกว่า 670 ปี สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นมาในปี ค.ศ. 1333 และมีการบูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1993 เนื่องจากถูกไฟไหม้ Chapel bridge แห่งนี้บนสะพานจะมีรูปรูปวาดที่ถูกวาดในยุคศตวรรษที่ 17 ทั้งหมดประมาณ 120 รูป  

ยอดเขาพิลาตุส (Pilatus)

ยอดเขาพิลาตุสเป็นยอดเขาที่ สูงเด่น ลักษณะเหมือนมังกรยักษ์นอนทอดตัวยาวตามแนวเขา มีวิธีการขึ้นสู่ยอดเขาที่น่าตื่นเต้น โดยการนั่งรถไฟฟันเฟืองที่สูงที่สุดในโลก (World Steepest Cog Wheel Railway) ไต่ขึ้นเขาด้วยความชัด 45 องศา เปิดให้บริการในปี 1889 สมัยก่อนให้เป็นหัวรถจักรไอน้ำ ปัจจุบันเปลี่ยนใช้เป็นระบบไฟฟ้าแล้ว หรือ สามารถขึ้นลงยอดเข้าด้วยกระเช้า บนยอดเขามีโรงแรม ร้านอาหาร และเส้นทางเดินชมวิวทิวทัศน์ของเมืองลูเซิร์นทั้งเมืองแบบพาโนรามา นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมมากมานรอให้ท่านได้ไปสัมผัส เว็ปไซต์ https://www.pilatus.ch/en/nc/live/  

ยอดเขาริกิ (Mount Rigi)

ยอดเขาริกิ เขาริกิได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งเทือกเขา” มีภูมิทัศน์สวยงาม จุดชมวิวทีสวยที่สุดของเมืองลูเซิร์น มีความสูงประมาณ 1,797 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล บนยอดเขาแห่งนี้ท่านสามารถชมวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบได้ไม่น้อยกว่า 13 แห่ง และ ไม่พลาดชม ทะเลภูเขา แบบพาโนรามา 360 องศา  ท่านสามารถเดินทางขึ้นยอดเขาโดยมีบริการรถไฟไต่เขาที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป นอกจากการจุดชมวิวแล้วที่นี่มีกิจกรรมหลากหลายให้ท่านได้สนุกเพลิดเพลิน เช่น การเล่นสกี หรือลากเลื่อนในฤดูหนาว หรือการเดินป่าในช่วงฤดูร้อน เขาริกิแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ถ่ายทำละครเรื่อง “อย่าลืมฉัน” อีกด้วย  

ฮอฟเคียร์เคอ (Hofkirche St.Leodegar)

ฮอฟเคียร์เคอ (Hofkirche St.Leodegar) เป็นโบสถ์ที่สำคัญและแลนด์มาร์คของเมืองลูเซิร์น โบสถ์หอคอยคู่ปลายแหลมเป็นโบสถ์คู่ปลายแหม ถูกสร้างขึ้นในปี 1633-1639 ภายในมีแท่นบูชาพระแม่มาเรีย รูปปั้นนักบุญ Leodegar และ Mauritus นักบุญอุปถัมภ์ของเมืองลูเซิร์น โบสถ์แห่งนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อนึงว่า St.Leodegar Church  

ทะเลสาบลูเซิร์น (Lucern Lake)

ทะเลสาบลูเซิร์น มีชื่อเรียกว่า Lake of the four fourest cantons ตั้งอยู่บริเวรปากแม่น้ำรอยส์ ท่ามกลางขุนเขา โอบล้อมด้วยอ้อมกอดแห่งขุนเขา ธรรมชาติ อาคารบ้านเรือนน่ารักอบอุ่น ถนนเส้นเล็ก ๆ เลียบไปตามเนินเขา สวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีสันบานสะพรั่งไปทั่วบริเวณ อากาศสบาย ๆ ริมทะเลสาบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการพักผ่อน
 

ยอดเขาทิตลิส (Mount Titlis)

ยอดเขาทิตลิส เป็นยอดเขาที่ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตั้งอยู่ที่ เมืองแองเกิลเบิร์ก (Engelberg) มีความสูงถึง 3,238 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี ไฮไลท์ในช่วงฤดูหนาวก็คือนักท่องเที่ยวนิยมมาเล่นสกีที่นี่เป็นอย่างมาก หรือ สนใจนั่งกระเช้าเพื่อขึ้นไปบนยอดเขา ชมวิวแบบพาโนรามา 360 องศา การเดินทางไปยัง เขาทิตลิส ท่านสามารถนั่งรถไฟไปลงที่สถานีแองเกิลเบิร์ก (Engelberg) หรือ นั่งรถจางท่าเรือลูเซิร์น (Luzern) ไปลงที่ Stansstad แล้วเปลี่ยนขบวนรถไฟไปลงที่แองเกิลเบิร์ก (Engelberg) จากนั้นท่านจะต้องนั่ง Cable car ขึ้นไปยังยอดเขาทิตลิส และจะต้องเปลี่ยนกระเช้าอีก 2 ช่วง คือที่ Trubsee และ Strand จากนั้นเปลี่ยนเป็น กระเช้า Rotair หมุน 360 องศา ให้ท่านได้ชมวิว ถ่ายภาพสุดแสนประทับใจ ไว้เป็นที่ระลึก บนยอดเขาทิตลิสแห่งนี้ มีลานสกี และ Ice Flyer  กระเช้าชิงช้าที่ท่านจะสามารถห้อยขาออกมานอกกระเช้าด้านนอกเหมือนนั่งชิงช้า ชมวิวธารน้ำแข็งและหิมะที่ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ หากท่านมาช่วงฤดูร้อน จะเห็นเป็นลำธารที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็งลัดเลาะตามร่อง เป็นภาพที่สวยงามมาก ซึ่ง Ice Flyer จะพาท่านไปจนถึง Glacier Park ธารน้ำแข็ง ที่มีแคร่เลื่อนหิมะให้คุณได้เล่นอย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ยังมีถ้ำน้ำแข็งสีฟ้าคราม น้ำแข็งของที่นี่มาอายุมากกว่า 5,000 ปี มีทางเดินลึก 150 เมตร อากาศหนาวจัด อุณหภูมิ -1.5 องศา ท่านไม่ควรพลาดที่จะเดินสำรวจภายในถ้ำแห่งนี้ สิ่งที่ไม่ควรพลาดอีกอย่างคือ TITLIS Cliff Walk สะพานแขวนสูง 3,041 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ห่างจากพื้นประมาณ 500 เมตร กว้าง 1 เมตร และยาว 100 เมตร ด้านล่างเป็นหุบเขาที่มีน้ำแข็งปกคลุม มันช่วงสวยงามและน่าหวาดเสียวไปพร้อม ๆ กัน ทางเดิน TITLIS Cliff Walk แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสะพานแขวนที่สูงที่สุดในยุโรปอีกด้วย

เมืองโลซานน์ (Lausanne)

เมืองโลซานน์ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับและศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 รัชกาลที่ 9 ในครั้งพระเยาว์และสมเด็จย่า ในปี พ.ศ. 2467-2494 ก่อนเสด็จนิวัติกลับประเทศไทยเป็นการถาวร เมืองโลซานน์ เป็นเมืองเล็ก ๆ ติดกับทะเลสาบเจนีวาทางตอนเหนือ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของคณะกรรการโอลิมปิคสากล หรือ IOC และมีพิพิธภัณฑ์โอลิมปิคตั้งอยู่ริมทะเลสาบเจนีวาจึงทำให้เมืองโลซานน์ได้รับการขนานนามว่า “เมืองหลวงแห่งโอลิมปิค” เป็นเมืองที่มีธรรมชาติแห่งขุนเขา โอบล้อมด้วยทะเลสาบเจนีวา สภาพบ้านเรือนเต็มไปด้วยตึกและอาคารรูปทรงคลาสสิก ในช่วงสมัยศตวรรษที่ 12-14 บรรยากาศสวยงามและเงียบสงบ ทั้งยังเป็นแหล่งผลิตไวน์รสชาติเยี่ยมคุณภาพที่ดีที่แห่งหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วยสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในเมืองโลซานน์ที่คนไทยต้องมาคือ  Denantou Park สวนสาธารณะ ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลสาบเจนีวา เพื่อชมศาลาไทยเฉลิมพระเกียรติ

ศาลาไทยเฉลิมพระเกียรติ

ศาลาทรงจตุรมุขสร้างด้วยไม้สักแข็งและไม้เนื้อแข็ง สร้างขึ้นในวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี และเนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี พ.ศ. 2549 ถัดไปไม่ไกล เป็นที่ตั้งของโรงแรมโบริวาจ (Beau-Rivage Palace) โรงแรมที่ดีที่สุดและหรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ ริมทะเลสาบเลอมอง ฝั่งตรงข้ามจะเป็นวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์ทอดตัวเป็นแนวยาวสวยงามมาก
 

เมืองเซอร์แมท (Zermatt)

เมืองเล็ก ๆ บ้านเรือนสไตล์ชาเลต์ที่สุดแสนโรแมนติก ตั้งอยู่ในหุบเขา Mattertal เชิงเขา Matterhorn บนความสูง 1,620 เมตรเป็นเมืองที่มีประชากรน้อยมาก ที่มีจุดเด่นเป็นภูเขาหิน ทรงสามเหลี่ยมพีระมิด เด่นสง่า สัญลักษณ์ของช็อคโกแลตยี่ห้อ Toblerone และ โลโก้บริษัทผู้ผลิตภาพยนต์บอย่าง Paramount  เมืองนี้จัดให้เป็นเมืองปลอดมลพิษ เพราะไม่อนุญาตให้มีรถยนต์วิ่งในเมือง โดยส่วนใหญ์ผู้คนในเมืองนี้จะเดินทางด้วยพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น รถจักรยาน รถม้า รถไฟฟ้าเล็กๆ และ เดินเท้าเอาค่ะ กิจกรรมที่นิยมทำกันเมื่อมาเยือนเมืองนี้คือ การขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์น ที่มีความสูงถึง 4,478 เมตร เป้าหมายอันสูงสุดของนักปีนเขาที่อยากมาปีนพิชิตยอดเขาแสนยากแห่งนี้ รวมไปถึงนักเล่นสกี ทั่วโลกเพราะดสามารถเล่นได้ตลอดทั้งปี

ยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์น (Matterhorn)


เมืองซูริค (Zurich)

ซูริค เมืองเก่าแก่สมัยยุคโรมันยังรุ่งเรือง ดินแดนแถบนี้ยังคงเหลือร่องรอยชุมชนเก่าแก่ไปจนถึงยุคสัมฤทธิ์ โดยเฉพาะการค้นพบเมืองโบราณใต้ทะเลสาบซูริค ทำให้เมืองซูริคแห่งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจ นอกจากการเป็นเมืองทางผ่าน หรือเมืองขึ้นลงสนามบินเท่านั้น ซูริคมีอะไรให้ท่านได้ค้นหาอีกมากทั้งประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม เช่น โบสถ์เก่าแก่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชื่อเสียงลำดับต้น ๆ ของยุโรป รวมไปถึงภูมิประเทศอันสวยงามและธรรมชาติที่น่าหลงให้ รอให้คุณได้มาสัมผัส  

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสวิตเซอร์แลนด์(Swiss National Museum)

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสวิตเซอร์แลนด์(Swiss National Museum) เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีบานฮอฟสราเซอร์ (Bahnhofstrasse) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1898 ด้วยสถาปัตกรรมแบบเรเนซองส์ จัดแสดงนิทรรศการ เล่าเรื่องราวตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ไปจนถึงศตวรรษที่ 20 และยังมีส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับงานศิลปะภาพวาด ประติมากรรม และผลงานศิลปะชิ้นอื่นมากมาย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีให้ชมผมงานถึง 840,000 ชิ้นให้ท่านได้เลือกชม   พิพิธภัณฑ์สมาคมฟุตบอลโลก FIFA (FIFA World Football Museum) แหล่งรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ประวัติต้นกำเนิดของฟุตบอลไปจนถึงประวัติการเตะในแต่ละครั้ง ไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่แฟนฟุตบอลตัวจริงห้ามพลาดคือ การยลโฉม ถ้วยรางวัล FIFA World Cup กว่า 40 ถ้วย ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้  

สถานีบานฮอฟสราเซอร์ (Bahnhofstrasse)

สถานีบานฮอฟสราเซอร์ (Bahnhofstrasse) เป็นสถานีรถไฟใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ ศูนย์กลางด้านคมนาคมทางรางเชื่อมต่อกับรถไฟสายอื่น ๆ ทั่วประเทศและประเทศใกล้เคียงเช่น เยอรมนี ออสเตรีย อิตาลี และ ฝรั่งเศส และปัจจุบันสถานีแห่งนี้ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งและถนนคนเดิน รวมถึงจุดเชื่อมต่อรถราง ภายในสถานีเปรียบเสมือนห้างสรรพสินค้าขนาดย่อมเลยทีเดียว สินค้าที่ขายส่วนใหญ่จะราคาสูง มีใหญ่เลือกซื้อตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับ ร้านขายของที่ระลึก รวมไปถึงร้านขนม ร้านช็อคโกแลต ก็มีให้เลือกซื้อเช่นกัน

Grossmunster Church

Grossmunster Church เป็นโบสถ์หอคอยคู่ เป็นโบสถ์และวิหารที่เก่าแก่ของเมืองถูกสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1100  โบสถ์เป็นสไตล์โรมันโปรเตสแตนต์เป็นหนึ่งในสามโบสถ์ที่สำคัญในซูริค ภายในมีงานประติมากรรม สถาปัตยกรรม รวมถึงจิตรกรรมฝาผนัง เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ ที่สำคัญโบสถ์แห่งนี้ยังเป็นที่เก็บรักษาพระคัมภีร์โบราณทางคริสต์ศาสนา ทั้งยังสามารถขึ้นไปชมวิวด้านบนหอคอยของโบสถ์แห่งนี้ได้อีกด้วย  

น้ำตกไรน์ (Rhein Fall)

สวิตเซอร์แลนด์ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรป ตั้งอยู่บนแม่น้ำไรน์บริเวณทางเหนือของเมืองซูริค น้ำตกแห่งนี้มีความกว้าง 150 เมตรและสูง 23 เมตร ในช่วงฤดูหนาว จะมีปริมาณน้ำเฉลี่ยราว 250 ลูกบาศ์กเมตรต่อวินาที และในฤดูร้อนจะมีน้ำเฉลี่ยมากถึง 600 ลูกบาศ์กเมตรต่อวินาที ปลาทั่วไปไม่สามารถว่ายขึ้นน้ำตกแห่งนี้ได้ มีเพียงปลาไหลเท่านั้นที่มีเทคนิคเฉพาะตัวในการไต่ขึ้นน้ำตก น้ำตกแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นในยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายเมื่อราว 14,000 ถึง 17,000 ปีที่แล้ว ปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์

สนใจเที่ยว สวิตเซอร์แลนด์ มนต์สเน่ห์ แห่งขุนเขา ทะเลสาบ และธรรมชาติ อันสวยงาม ดูโปรแกรมทัวร์ดีๆได้ที่นี่เลยค่ะ www.we-rworldtour.com

สวิตเซอร์แลนด์